แหวนเพชร

เลือกแหวนเพชรตามราคา

อยากขายเพชร อยากเปิดร้านเพชร

ที่ร้าน GRANDE เราจำหน่ายเพชรทั้งปลีกและส่ง ในระยะหลังๆ มีผู้สนใจสอบถามกันเข้ามามากครับว่า "อยากขายเพชร อยากเปิดร้านเพชร ต้องทำยังไงบ้าง ควรเริ่มต้นยังไงดี" ขอออกตัวว่า ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะเก่งกาจ ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย แต่ยังจำได้เสมอว่า สมัยผมเริ่มทำธุรกิจนี้ใหม่ๆ ยังไม่รู้อะไรเลย รู้สึกมืดแปดด้าน เวลาที่เพื่อนๆ คู่ค้า ให้คำแนะนำที่มีค่า อย่างจริงใจ ผมจะรู้สึกขอบคุณทุกครั้ง เมื่อมีโอกาส ผมเลยอยากแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้ท่านอื่นๆบ้าง จึงเป็นที่มาของบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทาง สำหรับผู้สนใจที่มีใจรักในธุรกิจเพชรและเครื่องประดับ หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

ร้านเพชร

1. ถามตัวเองให้แน่ใจ ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจเพชร ควรถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่า นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือเปล่า เราชอบธุรกิจนี้จริงๆ หรือเพียงแค่อยากร่ำรวยจากการขายเพชร หลายๆคน คิดว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ทำเงินง่าย กำไรดี แต่ความจริงก็คือ ธุรกิจเพชร ก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่มีทั้งผู้ที่ประสบความสำเร็จ และผู้ที่ล้มเหลว ยิ่งทุกวันนี้การแข่งขันมีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมยังจำได้ว่าสมัยเริ่มต้นขายเพชรใหม่ๆ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ในเมืองไทยมีเว็บขายเพชรอยู่หยิบมือเดียว แต่ตอนนี้น่าจะมีเป็นพันๆเว็บแล้วมั้งครับ หากเราชื่นชอบและ หลงใหลในเพชรจริงๆ เราย่อมมีเรี่ยวแรงที่จะฝ่าฝันอุปสรรค, สร้างสรรค์และริ่เริ่มสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ และน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า


2. ศึกษาหาความรู้ การที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจใดๆก็ตาม ผมเชื่อว่า สำคัญที่เราต้องรู้ลึก และรู้จริง อย่างถ่องแท้ในตัวธุรกิจนั้น รู้ทั้งในแนวกว้างและแนวลึก ความรู้ในแนวกว้าง ได้แก่ ความรู้ที่หลากหลาย ทั้งด้านศิลปะ แฟชั่น จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ เพื่อที่จะประสานความรู้ สรรสร้างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น และเป็นที่ต้องการของตลาด ในขณะที่ความรู้ในแนวลึก เราควรรู้จักสินค้าอย่างถ่องแท้ ทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเพชรต่างๆ การแยกแยะเพชรแท้ เพชรเทียม ความรู้เกี่ยวกับโลหะมีค่า กระบวนการและขั้นตอนการผลิต ในเบื้องต้น สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ ธุรกิจเพชรนี้ แนะนำให้ลองไล่อ่านบทความทั้งหมดภายในเว็บนี้เสียก่อนครับ ผมว่าใช้เวลาไม่น่าเกิน สองวัน หลังจากนั้นแล้วควรเรียนหลักสูตรการดูเพชรและการเกรดเพชร จากสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงการ เช่น GIA, GIT, AIGS (GIA จะแพงสุดและเรียนนานสุด รองมาเป็น GIT และ AIGS)


3. กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายอาจเป็น คู่แต่งงาน วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ยิ่งเราสามารถกำหนดรายละเอียดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดเท่าไหร่ยิ่งดี เช่น กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้หญิงอายุประมาณ 18-30 ชอบซี่รีย์เกาหลี ขับรถฮอนด้า ยิ่งเราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการมากขึ้น การตลาดในยุคปัจจุบัน ควรยึดจากผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ต่างจากการตลาดในยุคแรกที่ยึดสินค้าเป็นศูนย์กลาง

4. วางกุลยุทธ์ธุรกิจ ค้นหาจุดเด่นที่แตกต่าง ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ควรสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ปัจจุบัน เกือบทุกอุตสาหกรรม มีการแข่งขันที่รุนแรงมาก การวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างความแตกต่างจึงสำคัญมาก ไม่เช่นนั้น เราก็คงเป็นเพียงร้านเพชรอีกหนึ่งร้านที่ขายเพชร ความแตกต่างที่ว่าอาจเป็นความแตกต่างที่ตัวสินค้า บริการ กลุ่มเป้าหมาย ช่องทางการจำหน่าย หรืออื่นๆ ตามที่ความคิดสร้างสรรค์ของเราจะนำพา โดยมากหากผู้ประกอบการไม่ได้มีทุนหนามากนัก ควรหาช่องว่างตลาด หรือตลาดเฉพาะ (niche) ในตลาดที่ค่อนข้างเล็กบริษัทเล็กยังพอสามารถต่อกรกับบริษัทใหญ่ๆได้ครับ คิดอย่างง่ายๆคือ การสร้างความแตกต่างที่ว่า ที่จะให้ดีและมีพลังที่สุด ควรสรุปได้ในคำๆเดียว เช่น Overnight (FedEx), Safety (Volvo), Classic (Coke), Youth (Pepsi), Design (Apple) ในธุรกิจเพชรเมืองไทย มีเพียงไม่กี่บริษัท ที่พยายามจะสร้างความแตกต่าง แม้ว่ายังไม่โดนเด่นเท่าใดนัก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัทเหล่านั้นก็สามารถอยู่ยืนยง มาได้เป็นระยะเวลายาวนาน ในขณะที่บรรดาคู่แข่งล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก


5. วางแผนธุรกิจองค์รวม หลังจากที่มียุทธศาสตร์ที่เหมือนแกนหลักของธุรกิจแล้ว ขั้นต่อไปเราควรวางแผนธุรกิจทั้งหมด เช่น แผนการตลาด แผนการเงิน ในส่วนแผนการตลาด ควรคิดถึงเรื่อง 4 C อันได้แก่ Customer, Cost, Convenience, Communication ผมคงไม่ลงลึกในประเด็นเหล่านี้ เพราะคงทำให้บทความนี้ยาวเกินไป แต่อยากแนะนำว่าผู้ประกอบการทุกท่านควรศึกษาเรื่องการตลาดเพิ่มเติม จากเรื่องอัญมณีศาสตร์ อันที่จริงแล้ว ผมคิดว่า เราทุกคนควรศึกษาเรื่องการขายและการตลาด เพราะสุดท้ายแล้ว การที่คนเราจะประสบความสำเร็จนั้น ต้องมีความสามารถในการขาย ไม่ขายสินค้าก็ขายความสามารถแบบใดแบบหนึ่ง และอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แผนการเงิน แหล่งเงินทุน จะเป็นเงินกู้ หรือเงินลงทุนส่วนตัว จะต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ สำหรับ ค่าสินค้า ค่าการตลาด ค่าสถานที่ ค่าจ้างพนักงาน เงินทุนหมุนเวียน ไม่ว่าเราจะประเมินว่าต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นเท่าไหร่ ควรจะมีแหล่งเงินทุนสำรองเพิ่มจากที่คิดไว้อย่างน้อย 20-30% คงเป็นเรื่องน่าเศร้า หากธุรกิจมีแนวโน้วไปได้ด้วยดี แต่เงินทุนหมด


6. ค้นหา Supplier เราควรซื้อสินค้าจากที่ไหนดี? ควรซื้อเป็นเพชรร่วงและนำมาขึ้นตัวเรือนเองดี หรือจะซื้อแบบสำเร็จมาเป็นชิ้นๆดี? ทั้งสองวิธีมีข้อดีข้อเสีย ของมัน โดยปกติแล้วหากเราซื้อเพชรร่วง และมาดำเนินการผลิตเอง ต้นทุนจะต่ำกว่า การซื้อเครื่องประดับแบบสำเร็จรูป แต่แน่นอนว่าจะเสียเวลามากกว่ามาก ข้อดีอีกอย่างของการซื้อเครื่องประดับเพชรสำเร็จคือ เห็นเครื่องประดับที่เสร็จเรียบร้อยเลยว่าถูกใจรึป่าว ในกรณีที่สั่งผลิต ถ้าแบบไม่ตรงกับที่ต้องการ ก็อาจมีปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจเพชรอย่างจริงจัง คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องซื้อเพชรร่วงเอง เพราะเราสามารถกำหนดมาตรฐานและเลือกเพชรในแบบที่เราต้องการได้ การหา Dealer เพชร ไม่ใช่เรื่องยาก และควรมี Dealer ประจำอย่างน้อย 3-4 ราย เพื่อการเข้าถึงสินค้าที่หลากหลาย อย่าเห็นแก่ราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว ถ้าคิดแต่จะซื้อให้ถูกที่สุด จะหาของลำบาก โดยปกติแล้วถ้าราคาไม่ต่างกันมากนัก ห่างกันแค่ 2-3% น่าจะยอมรับได้ ถือคติว่าซื้อแพงขึ้นหน่อย กำไรลดลงนิด ดีกว่าไม่มีของขาย

ในส่วนของการหาโรงงานผลิตนั้น ยากกว่าหา Dealer เพชรมาก เพราะโรงงานผลิตมีหลายระดับ หลายราคามาก แหวนแบบเดียวกัน มีตั้งแต่ค่าแรงเรือนละไม่กี่ร้อย ถึง หลายพันบาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิ้นงาน เช่น แหวนเพชรหนึ่งวงส่งไปขึ้นงานย่านวงเวียนใหญ่ ค่าแรงเบ็ดเสร็จไม่ถึง 500 ขณะที่แหวนแบบเดียวกันส่งไปขึ้นงานโรงงานของชาวญี่ปุ่นย่านสีลม ค่าแรงตก 4000-5000 บาท แน่นอนว่าความสวยงามและปราณีตของชิ้นงานก็แตกต่างกันมาก แต่เราก็ต้องพิจารณาด้วยว่ากลุ่มลูกค้าของเรา จะสามารถรับราคาที่ว่าได้หรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งที่ยากสำหรับโรงงาน คือ บางโรงงานเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ส่งออกอย่างเดียว ไม่รับผลิตในประเทศ บางโรงงานอาจรับ แต่ต้องมีโวลุ่ม แบบนึง 20-30 ชิ้น แบบนี้ไม่เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มแน่ ดังนั้นเราควรหาโรงงานที่ค่อนข้างยืดหยุ่นในเรื่องดังกล่าว จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่า การหาโรงงานผลิตดีๆนี่แหล่ะครับ เป็นส่วนที่ยากที่สุดส่วนหนึ่ง เป็นการยากที่จะหา โรงงานที่ยืดหยุ่น งานดี ราคาย่อมเยาว์


7. รักษามาตรฐาน คุณธรรม จริยธรรม เมื่อเราสามารถหา Dealer เพชร และโรงงานผลิตได้แล้ว เราควรกำหนดมาตรฐานของตนเอง พยายามรักษามาตรฐานนั้นๆไว้ เช่น เพชรมีเซอร์ของเราอย่างน้อยต้องเกรด Very Good ความสะอาดไม่ต่ำกว่า SI1 ตัวเรือนห้ามมีตามด ขนแมว เตยเบี้ยว ฯลฯ เรื่องราคา เงื่อนไขอื่นๆ อาจยืดหยุ่นได้บ้าง แต่เรื่องมาตรฐานคุณภาพสินค้า ห้ามประนีประนอมนะครับ เพราะนั่นหมายถึงชื่อเสียงรวมถึงความน่าเชื่อถือของเราเอง และที่สำคัญคือ ให้ซื่อสัตย์กับลูกค้าเสมอ อย่าทำตัวเหมือนนักการเมืองไทย หากให้ GRANDE เลือกระหว่าง กำไร หรือเงินที่ได้เพิ่มขึ้น กับความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง เราจะเลือกอย่างหลังเสมอ ครั้งหนึ่ง มีลูกค้าท่านนึงมาซื้อแหวนที่ร้าน ราคาเท่าไหร่ไม่แน่ใจ (ผมแก่แล้ว) น่าจะประมาณ 40000 บาท ปรากฎว่า หลังจากลูกค้าชำระเงินและออกนอกร้าน ผมเพิ่งรู้ว่า แหวนวงนี้จัดโปรโมชั่นอยู่เหลือราคา 36000 แต่ลูกค้าไม่ทราบ (ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะผมเองยังไม่รู้เลย บางทีจัดเยอะจนงง จำไม่ได้) เราจะเฉยๆก็ได้ เพราะจบการขายไปแล้ว แต่ที่นี่เราไม่ทำแบบนั้น สิ่งที่ถูกก็คือสิ่งที่ถูกวันยันค่ำ ผมเลยโทรแจ้งลูกค้าท่านนั้น และโอนเงิน 4000 บาทคืนให้


8. วางแผนการขาย ช่องทางการจำหน่าย จริงๆ เรื่องนี้ อยู่รวมในข้อ 5 แต่เห็นว่ามีความสำคัญมาก เลยอยากลงละเอียดเพิ่มเติม การขายเพชรในปัจจุบันที่เห็นๆ มีอยู่ 4 แบบ ได้แก่

  • เคาน์เตอร์เพชร ภายในห้าง ข้อดีของการขายแบบนี้คือ มีโอกาสได้ลูกค้าที่เดินผ่านไปมา การสัญจรภายในห้างมักหนาแน่น ข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายสูงมาก และกฎ ระเบียบ หยุมหยิม มากมาย ขาดความคล่องตัว
  • ร้านเพชร ภายในห้าง ร้านเพชรแบบที่เป็นร้านรวงภายในห้าง ข้อดีคือ มีโอกาสได้ลูกค้าที่เดินผ่านไปมา ร้านเพชรภายในห้างยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ ข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายสูงมาก และกฎ ระเบียบมาก เหมือนเคาน์เตอร์เพชร
  • ร้านเพชร แบบดั้งเดิม ร้านเพชรตั้งตามอาคารพาณิชย์ในย่านค้าขาย หรือชุมชน เช่น แถวบ้านหม้อ สีลม มเหสักข์ สุรวงศ์ ข้อดีคือ ความยืดหยุ่นสูง กำหนดวัน เวลา เปิด ปิด ได้เอง ค่อนข้างน่าเชื่อถือ เพราะมีที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง ค่าใช้จ่าย ค่าโสหุ้ยต่างๆ ต่ำกว่า ร้านในห้างมาก ข้อเสีย คือ มักไม่มีที่จอดรถ หรือหาที่จอดรถยากมาก และหวังลูกค้าขาจรไม่ได้
  • ขายเพชรแบบไม่มีหน้าร้าน เดิมที คือ การขายเพชร แบบหิ้วกระเป๋า ขายญาติ สนิท มิตรสหาย หรือพนักงานตามออฟฟิศ ปัจจุบัน ต้องขอบคุณ Internet ทำให้การขายเพชรทำได้ง่ายขึ้นมาก การขายแบบนี้ มีข้อดี คือ ต้นทุนต่ำมาก เพียงแค่ค่าเช่าเว็บเดือนละไม่กี่พัน หรือไม่กี่ร้อยเท่านั้น ข้อเสียคือ ลูกค้าอาจไม่เชื่อถือ และลูกค้าบางคนอาจไม่สะดวกใจที่จะซื้อสินค้ามูลค่าสูงผ่านเว็บ โดยไม่ได้เห็นของจริง

สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่ม อยากแนะนำให้ ลองขายเพชรผ่านหน้าร้านออนไลน์ก่อน ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือผ่านเว็บกึ่งสำเร็จรูปอย่าง igetweb, makewebeasy ช่วงแรกที่เป็นช่วงสะสมประสบการณ์ลองผิด ลองถูก ไม่ควรลงทุนเยอะ พอทำไปสักพัก ถ้าเวิร์ค จะหาร้านเป็นหลักแหล่งอีกที ก็ทำได้ไม่ยาก แน่นอนว่าบทความนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น สำหรับผู้ที่สนใจในธุรกิจเพชร หากท่านใดสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามผมได้ที่ kamol_mo@hotmail.com หรือติดต่อ 02-266-4411, 081-636-8800 GRANDE ยินดีให้ความช่วยเหลือครับ ^__^
เกี่ยวกับผู้เขียนเพิ่มเติม