อันตรายและหลุมพราง เพชรไม่มีเซอร์

เพชรหัวใจ พร้อมใบเซอร์ GIA รุ่นใหม่

 

อันตรายและหลุมพราง เพชรไม่มีใบเซอร์

เมื่อนานมาแล้ว สมัยที่ผมเริ่มซื้อขายเพชรใหม่ๆ กว่า 10 ปีที่แล้ว สมัยนั้น เพชรที่มาพร้อมใบเซอร์ ส่วนมากจะเป็นเพชรขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 1 กะรัต ขึ้นไป เพชรขนาดเล็กกว่านั้น ที่เรียกกันในวงการว่า Pointer ขนาด 30-99 ตังค์ นั้น หาแบบมีใบเซอร์ยากมาก พอจะหาได้ต้องเป็นขนาดประมาณ ครึ่งกะรัตขึ้นไป ผมจำได้ดีถึงความผิดพลาดครั้งนั้น…… Dealer เพชรคนนึง นำเพชรขนาดครึ่งกะรัต มาเสนอขาย โดยบอกว่าเพชรเม็ดนี้เป็นน้ำ 98 (F) ผมดูๆแล้ว คิดว่าสีไม่น่าถึง น่าจะแค่ 97 (G) แต่คนขายก็ยืนยัน นอนยัน รับรองว่า 98 แน่นอน สุดท้าย ผมเลยบอกไปว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าส่งเพชรไปเซอร์แล้วน้ำ 98 จริง ผมจะซื้อไว้ แต่ถ้าไม่ถึง ผมไม่เอานะ ทางคนขายก็ตกลงตามนั้น ปรากฎว่า ผลจากห้องแลบ GIT เพชรเม็ดนั้น น้ำแค่ 96 (H) เท่านั้น สรุปแล้ว ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น แต่ผมต้องเสียค่าออกใบเซอร์ไปฟรีๆ บทเรียนจากเรื่องนี้ คือ การเกรดสีเพชรให้แม่นยำนั้น เป็นเรื่องที่ยาก แม้แต่ผู้ที่ผ่านหลักสูตรการดูเพชร และมีประสบการณ์มานาน การเกรดสี ผิดพลาด 1 ขั้นนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะร้านเพชรทั่วๆไป ไม่ได้มีอุปกรณ์ครบครันเหมือนอย่างห้องแลบ ที่มีทั้งเพชร Master ไว้เทียบสี, เครื่องวัดสี (Colorimeter) และแสงที่ควบคุมอุณหภูมิสำหรับเกรดสีโดยเฉพาะ

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้ว ทุกครั้งที่ซื้อเพชร ผมจะพยายามซื้อแบบที่มีใบเซอร์เท่านั้น (ถ้ามีให้เลือก) หลายปีต่อมา มีลูกค้าสุภาพสตรีท่านนึง มาซื้อแหวนเพชรที่ร้าน สมมติว่า ชื่อ “กะรัต” แล้วกันนะครับ คุณกะรัต ใส่ต่างหูเพชรขนาดใหญ่ เม็ดละ 2 กะรัตมาด้วย และขอให้ผมช่วยดูเพชร พร้อมประเมินราคาให้หน่อย โดยคุณกะรัตบอกว่า เพชรคู่นี้ เป็นเพชรแบบไม่มีเซอร์ น้ำ 95 ซื้อมาได้ราคาถูกมาก ผมนำเพชรมาส่องดู แล้วก็แปลกใจว่า เพชรสองเม็ดนี้ ถือว่าสัดส่วนและเหลี่ยมเจียระไนสวยมากทีเดียว เราจะไม่ค่อยพบเพชรไม่มีใบเซอร์ที่เจียระไนสวยระดับนี้ ผมส่องดูตำหนิ และเหลี่ยมไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกแปลกใจว่า เพชรเม็ดนี้ดูจะ “เหลือง” เกินกว่าจะเป็นเพชรน้ำ 95 พอลองส่องดูที่ขอบเพชร กลับเห็น ตัวสลักเลเซอร์ หรือที่เรียกว่า Laser Inscription หมายเลขใบเซอร์ของ GIA? ไหนว่าเป็นเพชรไม่มีเซอร์ ?? ผมลองนำหมายเลขใบเซอร์ ไปเช็คดูในเว็บ ปรากฎว่า เพชรสองเม็ดนี้น้ำแค่ 93 หรือ K Color เท่านั้น !! สิ่งที่คุณกะรัต เจอเรียกในวงการว่า “เพชรถอดเซอร์” คนขายเพียงแต่โยนใบเซอร์ทิ้งใบแล้วบอกคุณกะรัตว่า เพชรคู่นี้เป็นน้ำ 95 (โกงกันหน้าด้านๆ ว่างั้น) คุณกะรัตเห็นราคา ก็ตาโตว่า โอ้โห ราคาถูกกว่าเพชรแบบมีเซอร์ที่เห็นร้านอื่นๆ เป็นแสน ก็รีบคว้ามา สุดท้าย คุณกะรัต ต้องจ่ายเงินเรือนแสนสำหรับบทเรียนราคาแพง หากคุณกะรัต ยืนยันจะซื้อเฉพาะเพชรที่มีใบเซอร์และมีเลเซอร์ที่ขอบเท่านั้น เหตุการณ์นี้ก็จะไม่เกิดขึ้นครับ

 

เรื่องเล่า เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของเพื่อนสนิทสมัยเรียนของผมคนนึง ขอเรียกว่า “นายพิสุทธิ์” เหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตอนนั้น ผมยังเปิดร้านเพชรในห้าง หุ้นกับเพื่อนอีกคนอยู่ พิสุทธิ์ กะแฟนสาวของเค้า “สายน้ำผึ้ง” กำลังจะแต่งงานกัน พิสุทธิ์ อยากได้เพชรขนาด หนึ่งกะรัต โดยมีโจทย์ให้ผมว่า ขอสีสูงๆ ขาวๆ ความสะอาดไม่ซีเรียส ไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็พอ งบประมาณไม่เกิน สองแสนบาท ผมและหุ้นส่วนก็เลยดูรายการเพชรของ Dealer จากฮ่องกงที่ซื้อขายกันประจำ โดยปกติแล้ว ผมจะซื้อแต่เพชรความสะอาดระดับ VS2 ขึ้นไป แต่เนื่องจากเพชร D/VS2 นั้น ราคาเกินงบของนายพิสุทธิ์ ผมและหุ้นส่วนเลยแนะนำ พิสุทธิ์ไปว่า งั้นเอาเป็น D/SI1 ดีมั้ย ราคายังอยู่ในงบ (สมัยนั้น) ได้เพชรเกรดขาวที่สุด ส่วนตำหนิก็เล็ก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พิสุทธิ์เห็นดีเห็นงามด้วย เราเลยสั่งสินค้าจากฮ่องกง พอเพชรมาถึง ปรากฎว่า เพชรเม็ดนั้นมีตำหนิผลึกสีดำ บริเวณกลางหน้าเพชร ซึ่งเห็นได้ด้วยตาเปล่า, OMG ทำไงล่ะคราวนี้ (ตามทฤษฎีแล้ว เพชรเกรด SI1 จะไม่เห็นตำหนิด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นได้ง่ายเมื่อใช้กล้อง 10 เท่าส่อง) นายพิสุทธิ์ก็กระอักกระอ่วน เพราะตัดสินใจร่วมกันและเกรงใจผม ส่วนผมพูดไม่ออกเลย แต่ก็บอกนายพิสุทธิ์ไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ไม่เอาก็ได้ มันเห็นตำหนิ เดี๋ยวหาเม็ดใหม่ให้เอา F/VS2 ดีกว่าชัวร์ๆ” ตอนแรก หุ้นส่วนผมไม่ยอม บอกว่า นายพิสุทธิ์เลือกเอง ตอนเลือกก็เลือกด้วยกัน ร่วมตัดสินใจด้วย ของก็ซื้อมาแล้ว จะไม่เอาได้ไง แต่ผมเอง ก็ไม่ยอมเหมือนกัน บอกหุ้นส่วนไปว่า “เราบอกเค้าเองว่า ไม่เห็นตำหนิด้วยตา มันดันเห็นนี่ แล้วจะยัดเยียดให้เค้าได้ไง ต่อให้เป็นลูกค้าคนอื่นๆ เราก็ไม่ทำแบบนี้หรอกนะ แล้วนี่เพื่อนเราทั้งคน นี่เป็นความผิดพลาดของเรานะ” สรุปแล้ว ผมก็หาเพชรเม็ดใหม่สวยงาม ตำหนิเห็นยากมากๆ ให้นายพิสุทธิ์ได้ ทั้งนายพิสุทธิ์และสายน้ำผึ้งมีความสุขและพอใจ ส่วนเพชร D/SI เม็ดนั้นก็จอดอยู่ในตู้เซฟของที่ร้าน และนี่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ผมแตกหักกับหุ้นส่วนภายหลัง

 

เพชรน้ำ 100 ขนาดพรีเมี่ยม 47 ตังค์

เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของผม หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ทั้งอันตรายจากการที่ซื้อเพชรไม่มีใบเซอร์ และซื้อเพชรโดยไม่เห็นเพชรเม็ดจริง ผมขอสรุป บทเรียนที่ผมได้รับมาในช่วงหลายๆปีดังนี้นะครับ

 

  • ซื้อเพชรที่มีใบเซอร์เท่านั้น ถ้ามีให้เลือก เลือกซื้อเพชรแบบที่มีใบเซอร์เท่านั้น (ปัจจุบันเพชรขนาด 30 ตังค์ ขึ้นไปหาแบบมีเซอร์ได้สบายมาก) อย่าไปเชื่อ ถ้าใครบอกว่าเพชรไม่มีเซอร์ถูกกว่า เพราะจริงๆแล้ว ค่าออกใบเซอร์ใบนึงแค่ พันกว่าบาท สำหรับเพชรขนาดเล็ก การซื้อเพชรที่ไม่มีใบเซอร์นั้น มีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้เพชรคุณภาพต่ำกว่าที่คนขายบอก หรือโชคร้ายกว่านั้น อาจได้เพชรปลอม เพชรเลียนแบบ ที่แทบไม่มีค่าใดๆเลย ในระยะหลัง เพชรสังเคราะห์ยังเริ่มระบาดในตลาด เพชรสังเคราะห์เหล่านี้ มีคุณสมบัติทางกายภาพ ทางแสง เหมือนเพชรแท้ทุกประการ ไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่องมือระดับสูงในห้องแลบเท่านั้น
  • ระวังเพชรถอดใบเซอร์ นอกจากมีใบเซอร์จากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ อย่าง GIA, AGS, HRD, IGI แล้ว ควรเลือกเพชรที่มีเลเซอร์ที่ขอบด้วย ป้องกันการสลับสับเปลี่ยนเม็ด การสวมใบเซอร์ (เพชรจริงๆน้ำ 95 แต่ไปเอาเซอร์ 98 ของเพชรอีกเม็ดมา) การถอดใบเซอร์
  • ซื้อเพชรต้องเห็นเพชรเม็ดจริง ถ้าเป็นไปได้การซื้อเพชรทุกครั้งควรได้ดูเพชรเม็ดจริงด้วยครับ ไม่เช่นนั้น อาจโชคร้ายเหมือนกรณีเพชร D/SI ของผม การได้เห็นเพชรเม็ดจริง ทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยง เพชรที่ Milky (ดูขุ่นๆ), ติดเขียว, ติดน้ำตาล ได้ด้วยครับ หรือหากจำเป็นต้องซื้อเพชรโดยไม่ได้เห็นเพชรเม็ดจริง เช่น เราไม่สะดวกเดินทาง ไม่มีเวลา ฯลฯ แนะนำว่าให้ซื้อเพชรเกรด VS2 ขึ้นไป ตำหนิไม่เห็นด้วยตาเปล่าแน่ๆ หรือจะให้ชัวร์กว่านั้นก็ VVS2 เลยครับ ตำหนิเห็นยากมากๆแน่ๆ ^_^